บริษัท ดีเคเอสเอช เทคโนโลยี จำกัด
Nut Allergy

จากการตรวจวัดสู่การตัดสินใจ: ผลการวิเคราะห์ช่วยสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในอาหารอย่างไร?

ในปัจจุบันสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ได้เปลี่ยนผ่านจากการการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์สุดท้าย (Finish-product testing) เพียงอย่างเดียว มาเป็นการประเมินและควบคุมความเสี่ยงตลอดกระบวนการผลิต การสุ่มตรวจเพียงผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีโอกาสตรวจพบการปนเปื้อนข้าม (Cross-contact) ได้น้อย เนื่องจากลักษณะการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น มาตรการป้องกันที่ผ่านการ Validation ร่วมกับการควบคุมสุขลักษณะ จึงเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการความเสี่ยงทางด้านสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์ยังคงมีบทบาทสำคัญ เพียงแต่เปลี่ยนจากการตรวจหาปัญหาที่ปลายทาง มาเป็นการใช้ผลวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์และติดตามว่ามาตรการป้องกันได้ผลจริง โดยไล่เรียงเส้นทางจากการตรวจวัดไปสู่การตัดสินใจ 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การกำหนดสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องควบคุมตามรายการของ Codex (2) การวางแผนสุ่มตัวอย่างตามระดับความเสี่ยง (3) การเลือกวิธีตรวจเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ และ (4) การนำผลวิเคราะห์ไปใช้ตัดสินใจติดฉลาก PAL

1. รายการสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องควบคุมตามมาตรฐานสากล Codex (Codex Priority Allergen List)

eggs Labelling of Pre-packaged

เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและการค้าอาหารระหว่างประเทศ มาตรฐาน Codex General Standard for the Labelling of Pre-packaged Foods (CXS 1-1985) ได้กำหนดรายการสารก่อภูมิแพ้หลักที่ต้องแสดงบนฉลากเมื่อมีการใช้เป็นส่วนผสม (Section 4.2.1.4) ได้แก่ ธัญพืชที่มีกลูเตน (ข้าวสาลี ไรย์ บาร์เลย์) สัตว์น้ำมีเปลือกแข็ง (Crustacea) ไข่ (Egg) ปลา (Fish) ถั่วลิสง (Peanut) นม (Milk) งา (Sesame) และถั่วเปลือกแข็งเฉพาะกลุ่ม (อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เฮเซลนัท พีแคน พิสตาชิโอ วอลนัท)

นอกจากนี้ Codex ยังระบุรายการสารก่อภูมิแพ้เพิ่มเติมที่ควรประเมินความเสี่ยงตามบริบทของแต่ละประเทศ (Section 4.2.1.5) เช่น บัควีท เซเลอรี ข้าวโอ๊ต ลูพิน มัสตาร์ด ถั่วเหลือง บราซิลนัท มาคาทาเมีย และพายน์นัท เป็นต้น รายการทั้งสองส่วนนี้จึงเป็นขอบเขตของการประเมินความเสี่ยง ผู้ประกอบการต้องพิจารณาก่อนว่าวัตถุดิบและสายการผลิตของตนเกี่ยวข้องกับสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง จึงจะกำหนดได้ว่าควรสุ่มตรวจที่จุดใด เมื่อใด และด้วยวิธีใด

2. การสุ่มตัวอย่างตามระดับความเสี่ยง

เมื่อทราบแล้วว่าต้องควบคุมสารก่อภูมิแพ้ชนิดใด ขั้นต่อไปคือการประเมินว่าการปนเปื้อนมีแนวโน้มเกิดขึ้นที่ใดและอย่างไรการประเมินความเสี่ยงสารก่อภูมิแพ้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการเกิดการปนเปื้อนข้าม (Allergen cross-contact) และป้องกันไม่ให้มีสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่ถูกระบุบนฉลาก (Undeclared allergens) ปนเปื้อนไปกับผลิตภัณฑ์ ผลการประเมินนี้จะเป็นฐานในการออกแบบแผนการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. โอกาสในการปนเปื้อน : พิจารณาจากการใช้อุปกรณ์/เครื่องมือร่วมกัน, การจัดลำดับการผลิต (Scheduling), ประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำความสะอาด, รูปแบบการทำงานและเส้นทางเดินของพนักงาน, การนำงานมารีเวิร์ก (Rework), และการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ของซัพพลายเออร์
  2. วัตถุประสงค์การสุ่มตัวอย่าง : ยืนยันวัตถุดิบขาเข้า, พิสูจน์ยืนยันความถูกต้อง (Validate) ของโปรแกรมทำความสะอาด การทวนสอบ (Verify) การปฏิบัติงานประจำวัน และตรวจจับความเสี่ยงก่อนการผลิต (ความแตกต่างระหว่าง Validation กับ Verification จะอธิบายในหัวข้อถัดไป)
  3. กำหนดจุดสุ่มตัวอย่างและความถี่ตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่
    • จุดเสี่ยงสูง (High Risk): พื้นผิวสัมผัสอาหารโดยตรง (Zone 1) เช่น เครื่องผสม, สายพาน, หัวบรรจุ รวมถึงจุดที่ทำความสะอาดยาก เช่น ปะเก็น (Gaskets), วาล์ว, มุมอับ
    • จุดเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk): พื้นผิวที่ไม่ได้สัมผัสอาหารโดยตรงแต่อยู่ใกล้เคียง เช่น โครงสร้างเครื่องจักร, แผงควบคุม
    • จุดเสี่ยงต่ำ (Low Risk): ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (ใช้เพื่อการทวนสอบ/Verification เท่านั้น)
    • ปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ: การฟุ้งกระจายของฝุ่นสารก่อภูมิแพ้ชนิดผง (เช่น นมผง, แป้ง, ฝุ่นถั่ว) และความซับซ้อนในการเปลี่ยนสายการผลิต (Changeover)
  4. ช่วงเวลาในการสุ่มตัวอย่าง (Timing):
    • หลังผลิตสินค้าที่มี allergen: สวอบพื้นที่เสี่ยงสูงทันทีหลังทำความสะอาดเพื่อยืนยันการขจัดคราบ
    • ก่อนเริ่มผลิตสินค้าไม่มี allergen (Pre-op): สวอบจุดทำความสะอาดยากและพื้นที่ใกล้เคียง
    • ระหว่างการผลิตสินค้าไม่มี allergen รอบแรก ๆ: ตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าระบบควบคุมทำงานได้ผลจริง
food packaging Labelling

3. การตรวจวิเคราะห์สารก่อภูมิแพ้เพื่อ Validation และ Verification: เชิงปริมาณ vs เชิงคุณภาพ

แผนการสุ่มตัวอย่างในหัวข้อก่อนหน้าบอกว่าต้องเก็บตัวอย่างที่จุดใดและเมื่อใด แต่ผลที่ได้จะนำไปใช้ตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อเลือกวิธีตรวจให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการสุ่มนั้น การตรวจวิเคราะห์สารก่อภูมิแพ้ทั้งในห้องปฏิบัติการและหน้างานมีบทบาทสำคัญในการยืนยันความปลอดภัย โดยแบ่งเป็นสองระดับตามวัตถุประสงค์ ได้แก่ การพิสูจน์ยืนยันความถูกต้อง (Validation) ที่ใช้การทดสอบเชิงปริมาณ และการทวนสอบประจำวัน (Verification) ที่ใช้การทดสอบเชิงคุณภาพ

  1. การทดสอบเชิงปริมาณด้วยวิธี ELISA (Quantitative Testing) เพื่อการ Validation: การพิสูจน์ยืนยันความถูกต้อง (Validation) ของโปรแกรมการทำความสะอาดจำเป็นต้องใช้วิธีทดสอบเชิงปริมาณ เช่น เทคนิค ELISA ที่สามารถวัด ปริมาณสารก่อภูมิแพ้แบบแยกชนิดในหน่วย ppm (mg/kg) การทดสอบ Validation ต้องสุ่มตรวจ ณ จุดที่ทำความสะอาดยาก หลังการผลิตสินค้าที่มีสารก่อภูมิแพ้ โดยสุ่มอย่างน้อย 5 ตัวอย่างต่อเครื่องจักร ครอบคลุมอย่างน้อย 3 รอบการทำความสะอาด (Sanitation cycles) และผลหลังทำความสะอาดทุกตัวอย่างต้องต่ำกว่า Action Threshold ที่กำหนด (เช่น โปรตีนนม < 2.0 ppm)
  2. การทดสอบเชิงคุณภาพด้วยชุดทดสอบรวดเร็ว (Qualitative Testing) เพื่อการ Verification: การทวนสอบประจำวัน (Verification) เพื่อเน้นการตรวจสอบว่ามาตรการทำความสะอาดที่ผ่านการ Validation แล้วยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการจะใช้ชุดทดสอบรวดเร็วแบบ Lateral Flow Swab (ตรวจหาผล พบ/ไม่พบ) เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้แบบแยกชนิด โดยทำการสวอบพื้นผิวสัมผัสอาหารโดยตรง (Zone 1) หลังการทำความสะอาดก่อนเริ่มรอบการผลิตถัดไป หากพบผลบวก (Positive) ต้องทำความสะอาดใหม่ วิเคราะห์หาสาเหตุ (Root Cause Analysis) และดำเนินการแก้ไข

ทั้งสองวิธีทำงานเสริมกัน โดย ELISA ใช้พิสูจน์ว่าโปรแกรมทำความสะอาดได้ผลตั้งแต่ต้น ส่วน Lateral Flow ใช้ยืนยันเป็นประจำว่าผลนั้นยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผล ELISA ที่ได้เป็นค่าความเข้มข้นในหน่วย ppm ซึ่งต้องแปลความหมายเทียบกับเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อนนำไปตัดสินใจเรื่องฉลาก

4. จากผลวิเคราะห์สู่การตัดสินใจติดฉลาก PAL (Precautionary Allergen Labelling) ตามแนวทาง Codex

เมื่อมาตรการควบคุมและการตรวจวิเคราะห์ยืนยันแล้ว อาจยังมีการปนเปื้อนข้ามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลงเหลืออยู่ ผู้ประกอบการจึงต้องตัดสินใจว่าจะสื่อสารความเสี่ยงส่วนที่เหลือนี้แก่ผู้บริโภคด้วยฉลาก PAL หรือไม่ ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณจากหัวข้อก่อนหน้าจึงเป็นข้อมูลนำเข้าของการตัดสินใจนี้ ภายใต้หลักการดังต่อไปนี้

Precautionary Allergen Labelling

หลักการทั่วไปในการใช้ PAL (General Principles)

  1. ต้องควบคุมด้วย GMP เป็นอันดับแรก: ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดการสารก่อภูมิแพ้ (CXC 80-2020) เพื่อป้องกันหรือลดการปนเปื้อนข้ามก่อนเสมอ โดยการใช้ PAL จะจำกัดเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถป้องกันหรือควบคุมการปนเปื้อนข้ามได้ด้วย GMP/HACCP และประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่สารก่อภูมิแพ้จะตกค้างสูงกว่าระดับอ้างอิงเท่านั้น
  2. ต้องอ้างอิงการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment): การตัดสินใจว่าจะติดฉลาก PAL หรือไม่ ต้องอ้างอิงจากผลการประเมินความเสี่ยง ซึ่งเริ่มจากการประเมินเชิงคุณภาพ (Qualitative) และอาจเสริมด้วยการประเมินเชิงปริมาณ (Quantitative)
  3. เกณฑ์การติดฉลากตาม Action Level:

จะนำระดับการปนเปื้อนข้ามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาเทียบกับ Action Level ซึ่งคำนวณจาก Reference Dose หารด้วยปริมาณการบริโภคต่อมื้อ

  • ค่าปริมาณอ้างอิง (Reference Dose – RfD): มีการกำหนดค่าสำหรับสารก่อภูมิแพ้หลักอย่างชัดเจน (เช่น ถั่วลิสง 2.0 mg, นม 2.0 mg, ไข่ 2.0 mg, ข้าวสาลี 5.0 mg, ถั่วเปลือกแข็งบางชนิด 1.0 mg โปรตีนรวม) และใช้เป็นฐานในการคำนวณ Action Level
  • ต้องติดฉลาก PAL เมื่อ: ระดับการปนเปื้อนข้ามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มีค่า สูงกว่าระดับ Action Level ให้ระบุข้อความ PAL บนฉลากขึ้นต้นด้วย “May contain…” (หรือข้อความที่เทียบเท่า) โดยวางไว้ใต้หรือใกล้เคียงกับรายการส่วนประกอบ
  • ห้าม/ไม่ควรติดฉลาก PAL เมื่อ: ระดับการปนเปื้อนข้ามมีค่า เท่ากับหรือต่ำกว่า Action Level เพื่อป้องกันการติดฉลากเตือนพร่ำเพรื่อ
  • หากผลิตภัณฑ์นั้นจำเป็นต้องติดฉลาก PAL สำหรับธัญพืชที่มีกลูเตน จะไม่สามารถแสดงข้อความว่า “Gluten-Free” (ปราศจากกลูเตน) บนผลิตภัณฑ์เดียวกันได้
  1. การสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภค (Education Programs): การใช้ PAL ต้องได้รับการสนับสนุนจากโปรแกรมการศึกษาและสร้างความเข้าใจโดยหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และบุคลากรทางการแพทย์เข้าใจความหมายและการใช้อย่างถูกต้อง

ตลอดเส้นทางตั้งแต่การกำหนดสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องควบคุม การสุ่มตัวอย่างตามระดับความเสี่ยง จนถึงการตัดสินใจติดฉลาก การตรวจทดสอบสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้เป็นเพียงการหาผล “พบ/ไม่พบ” แต่เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนระบบความปลอดภัยอาหารเชิงป้องกัน ผู้ประกอบการควรใช้การทดสอบเชิงคุณภาพ (Lateral Flow) ในการตรวจติดตามสุขอนามัยประจำวัน และใช้การทดสอบเชิงปริมาณ (ELISA) ร่วมกับการคำนวณแปลงค่าโปรตีนเพื่อประเมินความเสี่ยงเทียบกับ Action Level ตามแนวทาง Codex ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจติดฉลาก PAL ได้อย่างแม่นยำ สร้างความคุ้มครองสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของโรงงานอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

  1. Neogen. (n.d.). Risk-based food safety handbook for the food and beverage industries (1st ed.).
  2. Codex Alimentarius Commission. (2026). General standard for the labelling of pre-packaged foods (CXS 1-1985). FAO/WHO.

ผู้เขียน : ศุภารักษ์ หนูสุวรรณ์  (Suparak Nusuwan)

ตำแหน่ง: Technical Services

บริษัท: Neogen Asia (Thailand)

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

Shop
Wishlist
0 Compare

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า