บริษัท ดีเคเอสเอช เทคโนโลยี จำกัด

รู้หรือไม่? เบื้องหลังอาหารทุกคำที่คุณทาน… อะไรคือ ‘ความลับ’ ที่ล็อคความปลอดภัยไว้ตั้งแต่สายการผลิต

แนวคิดเรื่องความปลอดภัยของอาหารยุคใหม่ได้เปลี่ยนจากการเน้น Finished Product Testing (ตรวจเมื่อผลิตเสร็จ) ไปสู่การควบคุมและเฝ้าระวังเชิงป้องกันตลอดกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างสิ้นเชิง สาเหตุหลักมาจากจุดอ่อนของการตรวจเฉพาะผลิตภัณฑ์สุดท้าย (Finished Product Testing) ที่ทำได้เพียงสุ่มตรวจ หากเชื้อหรือสิ่งปนเปื้อนกระจายไม่สม่ำเสมอในล็อต อาจเกิดปัญหาการรายงานผลการทดสอบที่เป็นผลลบปลอม (False Negative) และปล่อยสินค้าหลุดไปสู่ผู้บริโภค หรือหากพบเชื้อ ก็ต้องกัก/ทิ้งสินค้าทั้งล็อต ทำให้สูญเสียต้นทุนมหาศาล

การบริหารจัดการความปลอดภัยอาหารในยุคปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนผ่านจากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้าย (End-product testing) หรือการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดการปนเปื้อน มาสู่ ระบบเชิงป้องกันตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Preventive System) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของมาตรฐานสากล เช่น FSMA (Food Safety Modernization Act), Codex HACCP/GHPs Rev. 2020 และ GFSI Standards (BRCGS, FSSC 22000)

แนวคิดระบบเชิงป้องกันตามฐานความเสี่ยงตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า “ความเสี่ยงของอันตรายแต่ละประเภทในแต่ละขั้นตอนการผลิตมีระดับไม่เท่ากัน” ดังนั้น ทรัพยากรและมาตรการควบคุมจึงต้องถูกจัดสรรอย่างได้สัดส่วนตามระดับความเสี่ยง โดยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักตามกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis Framework):

3 องค์ประกอบหลักตามกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis Framework)

  1. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment): การระบุอันตราย (Hazard Identification) และการประเมินโอกาสเกิด (Likelihood) ร่วมกับความรุนแรงของผลกระทบ (Severity)
  2. การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management): การกำหนดมาตรการควบคุม (Preventive Controls) ที่เหมาะสม
  3. การสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication): การถ่ายทอดข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานและภายในองค์กร

1. การจัดทำโปรแกรมความปลอดภัยอาหารตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Food Safety Program) ​

การจัดทำโปรแกรมความปลอดภัยอาหารตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Food Safety Program) จะต้องรวมเครื่องมือและขั้นตอนในการระบุ ประเมิน และควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมด โดยปรับให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และสถานที่ของคุณ นอกจากนี้ยังควรจัดการกับความเสี่ยงด้านคุณภาพอาหารที่อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรของธุรกิจและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ด้วย

risk-based-food-safety
รูปที่ 1 Risk-based food safety program

1.1 โครงสร้างมาตรการควบคุมเชิงป้องกัน (Preventive Control Plan)

โครงสร้างมาตรการควบคุมเชิงป้องกัน (Preventive Control Plan) ตามฐานความเสี่ยงแบ่งมาตรการควบคุมออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่

  1. Process Preventive Controls: การควบคุมพารามิเตอร์ทางกายภาพ/เคมี เช่น อุณหภูมิการฆ่าเชื้อ (Pasteurization/Sterilization), ค่า , ค่า pH และเวลา
  2. Food Allergen Preventive Controls: การบริหารจัดการสารก่อภูมิแพ้ ตั้งแต่การกักกันวัตถุดิบ การจัดลำดับการผลิต (Scheduling) การทำความสะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนข้าม (Cross-contact) และการตรวจสอบฉลาก
  3. Sanitation Preventive Controls: การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในจุดสัมผัสอาหารและสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามจากเชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อม (Environmental Pathogens)
  4. Supply Chain Preventive Controls: การประเมินและคัดเลือกผู้ขายวัตถุดิบ (Supplier Verification) ตามระดับความเสี่ยงของวัตถุดิบแต่ละชนิด

2. โปรแกรมการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Environmental Monitoring Program: EMP)

Environmental Monitoring Program (EMP) คือ เครื่องมือยืนยันประสิทธิผล (Verification Tool) ของมาตรการการทำความสะอาดและสุขอนามัย (Sanitation Controls) โดยเน้นการตรวจติดตามเชื้อจุลินทรีย์ทั้งกลุ่มดัชนีคุณภาพอาหาร (indicator microorganism) กลุ่มทำให้เกิดการเน่าเสีย (spoilage microorganism) และเชื้อก่อโรค (pathogens) โดยเฉพาะในกลุ่มเชื้อก่อโรคในสิ่งแวดล้อมที่เป็นจุดซ่อนเร้นหรือแหล่งสะสมเชื้อ (Niche points) ก่อนที่เชื้อจะปนเปื้อนลงสู่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าว จะต้องดำเนินการ

  • การแบ่งพื้นที่ตามระดับความเสี่ยง (Zoning Concept)
  • การกำหนดเชื้อเป้าหมายตามประเภทผลิตภัณฑ์และสภาวะแวดล้อม

2.1 การจัดการเมื่อพบผลบวกและการวิเคราะห์แนวโน้ม (Corrective Action & Trend Analysis)

การทำ EMP ตามฐานความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้วัดกันที่การไม่พบเชื้อเลย (Zero Positive) แต่พิจารณาจากความสามารถในการตรวจพบเชื้อในสิ่งแวดล้อมได้ก่อนที่จะหลุดไปถึง Zone 1 หรือผลิตภัณฑ์

2.1.1 โปรแกรมการตอบสนองเมื่อพบผลบวก (Corrective Action Protocol)

เมื่อตรวจพบเชื้อก่อโรค หรือ Listeria spp. / Salmonella spp. ใน Zone 2, 3 หรือ 4 ต้องดำเนินมาตรการทันที:

  • กักกันพื้นที่ (Isolate): จำกัดการเข้าออกและการเคลื่อนย้ายเครื่องมือในพื้นที่พบปัญหาระหว่างการสอบสวน
  • ค้นหาจุดศูนย์กลางการปนเปื้อน (Vector Sampling): ทำการสวอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากแผนปกติในลักษณะรัศมีดาวกระจาย (Star-pattern sampling) รอบจุดที่พบผลบวก เช่น สวอบเพิ่ม 10–15 จุดในบริเวณใกล้เคียง ทั้งในระดับสูง ต่ำ และภายในซอกมุมเครื่องจักร
  • การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อขั้นสูง (Root Cause Sanitation): ถอดชิ้นส่วนเครื่องจักร ทำความสะอาดแบบ Deep Cleaning และใช้สารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสั่งการจำเพาะ (เช่น สารกำจัดไบโอฟิล์ม)
  • การตรวจติดตามซ้ำ (Re-testing): ทำการสวอบยืนยันผลลบติดต่อกันอย่างน้อย 3–5 ครั้ง ก่อนปิดเคสการแก้ไข

2.1.2 การวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูล (Data Trending & Mapping)

ข้อมูลจากการทำ EMP ต้องถูกนำมาจัดทำ Visual Mapping หรือ Heat Map ลงบนแผนผังโรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์:

  • Hotspots: จุดที่พบเชื้อซ้ำซาก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เครื่องจักรเสื่อมสภาพ หรือขั้นตอนการทำความสะอาดที่ไม่สมบูรณ์
  • Seasonal Variations: ความสัมพันธ์ระหว่างการพบเชื้อกับฤดูกาล ความชื้น หรือปริมาณการผลิต
  • Sanitation Vector Analysis: การประเมินทิศทางการแพร่กระจายของเชื้อผ่านการเคลื่อนที่ของคน (Traffic flow) หรืออากาศ (Airflow)

การประยุกต์ใช้โปรแกรมความปลอดภัยอาหารและการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Food Safety & Environmental Monitoring Program: EMP)

การประยุกต์ใช้โปรแกรมความปลอดภัยอาหารและการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมตามฐานความเสี่ยง ถือเป็นหัวใจหลักในการที่จะทำให้อาหารปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งการจัดทำโปรแกรมความปลอดภัยอาหารตามฐานความเสี่ยง (Risk-Based Food Safety Program) ต้องครอบคลุมการวิเคราะห์อันตรายทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ชีวภาพ (Biological), เคมี (Chemical), กายภาพ (Physical) และสารก่อภูมิแพ้ (Allergens) โดยเน้นการกำหนดมาตรการควบคุมเชิงป้องกัน (Preventive Controls) ที่ครอบคลุมมากกว่าระบบ HACCP แบบดั้งเดิม

การบูรณาการ Risk-based Food Safety Program เข้ากับ Risk-based EMP เป็นยุทธศาสตร์เชิงป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเรียกคืนสินค้า (Product Recall) และความสูญเสียทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินความเสี่ยงที่เป็นวิทยาศาสตร์ การกำหนด Zoning ที่ถูกต้อง การสุ่มตัวอย่างในจุดที่มีความเสี่ยงสูงจริง และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มอย่างต่อเนื่อง จะช่วยปรับปรุงระบบความปลอดภัยอาหารของโรงงานให้มีความแข็งแกร่ง ทันสมัย และสอดคล้องกับข้อกำหนดระดับสากลอย่างยั่งยืน

Neogen ได้ร่วมมือกับ Associate Professor Fernando Sampedro, PhD ของ University of Minnesota ในการรวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเขียนคู่มือ Neogen Risk-Based Food Safety Handbook for the Food and Beverage Industries, 1st Edition ขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและเป็นประโยชน์ในการจัดทำ Risk-based Food Safety Program รวมทั้ง Risk-based EMP ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำให้อาหารปลอดภัย และในคู่มือฉบับนี้ยังได้สร้างกิจกรรมท้ายบท เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถศึกษาและทบทวนโปรแกรมผ่านกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทบทวนโปรแกรมอีกครั้งในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลใหม่ได้อีกด้วย

ท่านสามารถ download คู่มืออันเป็นประโยชน์นี้ได้จากเว็บไซต์ของ Neogen หรือคลิ๊กที่ลิงค์ Environmental Monitoring and Risk‑Based Food Safety Toolkit

neogen_risk_safety

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

Shop
Wishlist
0 Compare

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า